Category Archives: Tour Ayutthaya

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวอยุธยา

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ วัดตูม จ.อยุธยา

วัดตูม ตั้งอยู่บริเวณริมคลองวัดตูม ในท้องที่ตำบลวัดตูม มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่เศษ วัดนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างตั้งแต่เมื่อไร ใครเป็นผู้สร้าง ทราบกันแต่เพียงว่าเป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยเมืองอโยธยา ก่อนที่จะตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

วัดนี้คงเป็นวัดร้างมาครั้งหนึ่งเมื่อคราวเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้มีผู้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอีกและเป็นวัดที่พระสงฆ์อยู่จำพรรษามาจนทุกวันนี้ วัดตูมนี้เป็นที่สำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามแต่ดั้งเดิมมาคงเป็นแต่แรกตั้งกรุงอโยธยาตลอดจนถึงทุกวันนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี

วัดตูม จ.พระนครศรีอยุธยา
พระนลาฏ หรือ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ หรือ หลวงพ่อสุข

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ พระเศียรตอนเหนือพระนลาฎ (หน้าผาก) เปิดออกได้และพระเกศมาลาถอดได้ ภายในพระเศียรเป็นบ่อกว้างลึกลงไปเกือบถึงพระศอ มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลาเหมือนหยาดเหงื่อ เป็นน้ำใสเย็นบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถรับประทานได้โดยปราศจากอันตรายใดๆ และไม่แห้งขาดหาย พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย นามเดิมของท่านคือ “หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์” เรียกกันเป็นสามัญว่า “หลวงพ่อสุข” หน้าตักกว้าง 87 เซนติเมตร สูง 1.50 เมตร สร้างสมัยใดไม่ปรากฎตำนาน เป็นพระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ์ราชาอธิวาสสวมมงกุฎ มีกุณฑลทับทรวง สังวาลพาหุรัดประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ พระพุทธรูปองค์นี้จะเปิดเศียรพระทุกวันที่ 1 ของเดือน

พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนต้น

การเดินทาง
ใช้เส้นทาง ถนนอยุธยา-อ่างทอง ห่างจากตัวเมืองอยุธยา ประมาณ 6-7 กิโลเมตร

วัดมหาธาตุ อยุธยา สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ประวัติความเป็นมา วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา

เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว กษัตริย์องค์ที่ 3) เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร (กษัตริย์องค์ที่ 2) เมื่อครั้งพระองค์ได้กลับมาครองราชสมบัติอีกครั้ง โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งเป็นจุดที่พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็น พระบรมสารีริกธาตุเปล่งแสงสว่างและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) อีกทั้งยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา คือได้เคยเป็นสถานที่ๆ พระศรีสิน (สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) และจมื่นศรีเสาวรักษ์พร้อมคณะ ได้ซุ่มพลที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวังทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุมพระศรีเสาวภาคย์ (กษัตริย์องค์ที่ 20)

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (กษัตริย์องค์ที่ 21) ยอดพระปรางค์องค์ใหญ่ได้ทลายลงบางส่วน และได้มีการบูรณะอีก 2 ครั้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (กษัตริย์องค์ที่ 24) เมื่อปี พ.ศ. 2176 และในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 – 2301
เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 นั้น วัดมหาธาตุได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายเป็นอันมาก จนถูกทิ้งร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ขอขอบคุณ ประวัติความเป็นมาวัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา

http://www.ayutthaya.go.th/travel.htm

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในอำเภอผักไห่

วัดตึกคชหิรัญ

มีวังปลาซึ่งอยู่ในบริเวณท่าน้ำหน้าวีัด ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในวันหยุด เนื่องจากเป็นที่ชุกชุมของปลา และสัตว์น้ำนานาชนิดโดยเฉพาะปลาชะโด ที่จะว่ายน้ำชนเรือที่ผ่านไปผ่านมา โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกว่า 20,000 คน

วัดโคกทอง

เป็นวัดพัฒนาที่มีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมไทย มีวัตถุมงคลล้ำค่า คือ หลวงพ่อเจริญ ที่เป็นที่เคารพของชาวผักไห่

ประวัติวัดโคกทอง
วัดโคกทองตั้งอยู่เลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ต.กุฎี อ.ผักไห่ ฯ จัดตั้งเป็นวัด เมื่อประมาณ พ.ศ.2370 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอุโบสถหลังใหม่ เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2480
เดิมวัดนี้อยู่ในส่วนลึก ห่างจากคลองแม่น้ำน้อยอยู่เป็นเนินโคก จึงเรียกว่า วัดโคก มาภายหลังจึงเพิ่มคำว่า “ทอง” จึงเรียกชื่อเต็มว่า
“วัดโคกทอง” เดิมวัดนี้มีเนื้อที่ตั้งวัด 32 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา อยู่มาภายหลังสมัย พระเดชพระคุณพระมงคลาจารย์ ( หลวงพ่อเชิญ กุฎีสุข) ฉายา ปุญญสิริ ร่วมกับพระครูวรกิจวิธาน (สมชัย อารีจิตพานิช) ฉายา ธุรวาโห จัดซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ.2537

ตลาดลาดชะโด

ตลาดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เริ่มจากเรือนแพค้าขายของชาวจีนที่ตั้งอยู่สองฝั่งคลอง ต่อมาได้สร้างเป็นตลาดไม้ริมน้ำ แล้วขยายขึ้นไปบนบกเรื่อยๆ จำนวนเกือบรอ้ยคูหา เป็นเรือนแถวขนาดใหญ่หันหน้าเข้าหากัน ทางเดินกว้างขวางในชุมชนมีวัด โรงเรียน ศาลเจ้า โรงสีและโรงภาพยนตร์ที่ยังคงสภาพแบบเดิม ชุมชนลาดชะโดเดิม เรียกว่าบ้านจักราช เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นหลังจากพม่าปล้นกรุงศรีอยุธยาและถอนกำลังลงไปในปี พ.ศ.2310 บริเวณบ้านจักราช มีคลองออกไปสู่แม่น้ำน้อย ในคลองเต็มไปด้วยปลาต่างๆ โดยเฉพาะปลาชะโด อันเป็นที่มาของชื่อลาดชะโดในเวลาต่อมาถึงขนาดมีคำเตือนว่า เวลาพายเรือให้ระวังไม้พายจะไปโดนปลาชะโดเข้า