ความหมายของคำว่า ” ผักไห่”
คำว่า ผักไห่ ความหมายโดยตรงจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยามไว้ มะระ น. ชื่อไม้เถาชนิด Momordica Charamtial ในวงศ์ Cucurbitaceae ผลขรุขระ รสขม กินได้ ผักไห่ก็เรียก อีกกระแสหนึ่งกล่าวว่า คำว่า ” ผักไห่ ” นี้ เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ” ผักไห “ ก็ได้เพราะในสมัยโบราณ ชาวบ้านนิยมทำผักดองในไหไว้มากหรืออาจเพี้ยนมาจาก ” ปากไห่ ” หรือ ” ปากไห้ ” มากกว่าเพราะจากหลักฐานนิราศสุพรรณบุรีของนายมี ศิษย์คนหนึ่งของสุนทรภู่ ได้เขียนถึงอำเภอผักไห่
เมื่อครั้งตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นอำเภอผักไห่ เมื่อปี พ.ศ.2414 ได้เขียนคำว่าผักไห่เป็นปากไห่ ในนิราศของท่านว่า ….. ” พอยามหนึ่งถึงสถานบ้านปากไห่ ” ….. และอีกตอนหนึ่งว่า ….. ” จนรุ่งแจ้งแสงสว่างจ้า ดูคูหาถิ่นฐานบ้านปากไห่ ” ….. และในนิราศสุพรรณของนายมีก็ได้เขียนถึงว่า….. ….. ” แต่วัดทุ่งท่าเหมือนหน้าน้ำ ทั้งสองลำล่องเลื่อนจนเพื่อนหลงไปถึง บ้านปากไห่
เหมือนใจจง แล้ววกลงออกทุ่งเที่ยงมุ่งมอง “….. ส่วน ประยูร จรรยาวงษ์ ( 2530 ) กล่าวว่า ผักไห่ คือ เถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีใบและลูก มีรสขม เป็นอาหารตระกูลมะระ ( ขี้นก ) มีสรรพคุณทางยาเจริญอาหาร ภาษา เภสัชศาสตร์ตามตำราภาษาอังกฤษว่า Momordica Charantia Cucurbitaceae Cucur เป็นต้น
เหล่านี้เป็นเพียงข้อสันนิฐานที่มีมาแต่โบราณ ที่มีทั้ง ” ผักไห่ ” หรือ ” ปากไห่ ” และโดยความจริงอาจจะเป็นคำที่เรียกชื่อ ผักอีกชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะผักไห่เป็นชื่อของหญ้าชนิดหนึ่งที่มีใบคล้ายใบไผ่ เลื้อยแผ่ไปตามดินชอบขึ้นในที่น้ำขังชื้นและมีลักษณะคล้าย ๆ ผักปราบที่มีขึ้นอยู่ทั่วไป ในสมัยนั้นในชุมชนผักไห่ อาจมีต้นผักไห่?หรือต้นผักปราบขึ้นอยู่มาก??เพราะลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขังชื้นเหมาะที่ต้นหญ้าชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว??ในสมัยโบราณมักจะเรียกชื่อบ้านหรือหมู่บ้านตามสิ่งแวดล้อม ดังเช่น ตำบลผักไห่นี้มีต้นผักไห่ขึ้นอยู่มากก็เลยเรียกชื่อหมู่บ้านหรือบ้านนั้นว่า บ้านผักไห่มาจนทุกวันนี้ก็เป็นได้
ประวัติอำเภอผักไห่
หากจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของอำเภอผักไห่ ว่ามีมาตั้งแต่ครั้งใดสมัยใดก็อาจจะหาหลักฐานได้ยาก แต่จากหนังสือ ” ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ และหนังสือสารคดีอยุธยา 2538 ”
กล่าวว่า อำเภอผักไห่ เป็นอำเภอที่อยู่เขตปกครองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจในแคว้นทวาราวดีทั้งหมด และจากหลักฐานที่เราต้นพบจากหนังสือ ” 400 ปี แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ( พ.ศ.2148 – 2548 )… ” ในเส้นทางการเดินทัพของทหารพม่าที่ยกเข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของพระองค์ท่านนั้น ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า….. ” ฝ่ายกองทหารพม่าของพวกหงสาวดีเที่ยวเล็ดลอดสอดแนมเข้ามาได้จนถึงบางกะทิง ใกล้บ้านผักไห่ในแขวงจังหวัดพระนคร “…..
ทั้งหมดนี้ แสดงว่า อำเภอผักไห่นั้นประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย แต่ก็เป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่โตและมีบทบาททางการเมืองมากมายนัก จวบจนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงแบ่งเขตการประครองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกเป็น 4 แขวง ได้แก่
1. แขวงนครใน
2. แขวงอุทัย
3. แขวงรอบกรุง
4. แขวงเสนา
อำเภอผักไห่ แต่เดิมไม่ได้ชื่อว่า อำเภอผักไห่ แต่เป็นเพียงซึ่งชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น หากแต่รวมอยู่ในแขวงเสนา ซึ่งมีอาณาเขตรวมอำเภอผักไห่ เสนา บางบาล และอำเภอบางไทรทั้งหมด
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่าแขวงเสนา มีประชาชนอาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่น ?และมีอาณาเขตกว้างขวางมากยากแก่การปกครอง จึงได้แบ่งแยกเขตเสนาตอนเหนือเป็นแขวงเสนาใหญ่ และตอนใต้เป็นแขวงเสนาน้อย
ในปี พ.ศ.2438 ได้จัดรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้แบ่งเสนาใหญ่ออกเป็น 2 ตอน ตอนบน ให้เป็นเสนาใหญ่ ( อำเภอผักไห่ ) ตอนใต้ ให้เป็นแขวงอำเภอเสนากลาง ( อำเภอเสนา ) และแบ่งส่วนเสนาน้อย ออกเป็น 2 แขวง คือ แขวงเสนาใน ( อำเภอบางบาล ) และแขวงเสนาน้อย ( อำเภอบางไทร ) สำหรับที่ว่าการแขวงอำเภอเสนาใหญ่ ( อำเภอผักไห่ ) ครั้งแรกตั้งอยู่ที่ตำบลอมฤต หมู่ที่ 3 เหนือคลองบางทอง
โดยมีหลวงวารีโยธารักษ์ ( อ่วม ) เป็นนายอำเภอคนแรกซึ่งเป็นต้นตระกูลญาณวารี ต่อมาในปี พ.ศ.2440 ได้ย้ายที่ว่าการแขวงอำเภอเสนาใหญ่ ( อำเภอผักไห่ ) ไปตั้งชั่วคราวที่ศาลาท่าน้ำวัดตาลานเหนือ และต่อมาก็ได้ย้ายมาตั้งที่หมู่ที่ 4 ตำบลผักไห่ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอผักไห่ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อตำบลที่ตั้งอยู่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2460 และก็ได้ใช้ชื่ออำเภอผักไห่ มาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ จากหลักฐานจดหมายเหตุฯ ยังกล่าวถึงอำเภอผักไห่ ดังนี้
” ตำบลผักไห่นี้บริบูรณ์ ครึกครื้นกว่าเมืองสุพรรณบุรีเป็นอย่างมาก ” แสดงให้เห็นว่าอำเภอผักไห่ในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญสายหนึ่ง อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์น้ำนานาชาติ เช่น ปลาพันธุ์ต่าง ๆ สมกับคำว่า ” ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ” จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่าในสมัยก่อน ” จะต้องแหวกปลาหากุ้ง ” มีคำกล่าวว่า ” บ้านเรือนคนติดต่อกันอย่างหนาแน่นตลอดเหมือนอย่างในกรุงเก่า ” นี่เป็นข้อความหนึ่งที่บันทึกอยู่ในจดหมายเหตุฯ ประพาสต้นมองให้เห็นว่าผู้คนในผักไห่สร้างบ้านเรือนติดกันและเป็นชุมชนที่เข้มแข็งต่างจากปัจจุบัน ริมแม่น้ำน้อยที่เคยหนาแน่นไปด้วยผู้คน ปัจจุบันเหลือแต่เพียงซากทิ้งรกร้าง เนื่องจากประชากรวัยทำงานหนีไปทำงานต่างถิ่นหมดเหลือแต่เด็กและคนแก่
